✦ โปรโมชั่น Luminara Pyramid — นอนพีระมิดแสงเสียง 1 ชม. เพียง 1,900.- (ปกติ 4,900.-) · จองเลย →

ถ่ายออร่าคืออะไร? เบื้องหลังกล้อง/เครื่องสแกนออร่า และวิธีอ่านผล

แชร์บทความนี้:LINEFacebook
สรุปสั้น ๆ: ถ่ายออร่าคือการใช้กล้องหรือเครื่องเซนเซอร์บันทึกสนามพลังงานรอบตัวออกมาเป็นภาพสีสัน สะท้อนอารมณ์ของเราในขณะนั้น พร้อมวิธีอ่านความหมายแต่ละสีแบบเข้าใจง่าย

การถ่ายภาพออร่าด้วยกล้องในสตูดิโอโทนอุ่น

ถ่ายออร่า (aura photography) คือการใช้กล้องหรือเครื่องพิเศษบันทึกภาพ “สนามพลังงาน” รอบตัวเราออกมาเป็นสีสันบนภาพถ่าย โดยอาศัยหลักการถ่ายภาพแบบเคอร์เลียน (Kirlian photography) ร่วมกับการวัดสัญญาณจากมือผ่านแผ่นเซนเซอร์ แล้วแปลค่าออกมาเป็นสีต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่าสะท้อนอารมณ์และสภาวะภายในของเราในขณะนั้น สิ่งที่ได้คือภาพพอร์เทรตที่มีแสงสีนวลห่อหุ้มรอบตัว พร้อมคำอธิบายความหมายของแต่ละสี

ถ้าคุณเคยเลื่อนผ่านภาพคนนั่งยิ้มโดยมีหมอกสีชมพู ฟ้า หรือม่วงลอยอยู่รอบตัว แล้วสงสัยว่ามันคืออะไรและถ่ายมาได้ยังไง — บทความนี้จะพาไปดูเบื้องหลังทั้งหมดแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่กล้องทำงานอย่างไร ภาพที่ได้บอกอะไร ไปจนถึงข้อควรรู้ก่อนไปลองถ่ายด้วยตัวเอง

ออร่าคืออะไร ก่อนจะไปถึงการถ่าย

ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก มีความเชื่อร่วมกันว่ามนุษย์เราไม่ได้มีแค่ร่างกายที่จับต้องได้ แต่ยังมี “สนามพลังงาน” (energy field) ที่แผ่ออกมารอบตัวเบา ๆ เหมือนแสงนวล ๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น คนไทยสายพลังงานมักเรียกสิ่งนี้ว่า ออร่า และเชื่อว่าออร่ามีสีสันที่เปลี่ยนไปตามความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของเราในแต่ละช่วงเวลา

แนวคิดเรื่องออร่ามักเชื่อมโยงกับเรื่องจักระ (chakra) หรือศูนย์พลังงานทั้ง 7 จุดในร่างกาย เพราะเชื่อว่าสีของออร่าสัมพันธ์กับสีประจำจักระแต่ละจุด เวลาที่ใจเราเปิดกว้าง อบอุ่น หรือสงบ สีออร่าที่ปรากฏก็จะต่างจากวันที่เราเหนื่อยล้าหรือกังวล นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนถึงอยากเห็นออร่าของตัวเองเป็นภาพ — มันเหมือนได้ส่องกระจกที่สะท้อนความรู้สึกข้างในออกมาให้ดู

กล้องถ่ายออร่าทำงานยังไง

หัวใจของการถ่ายออร่าคือเทคนิคที่เรียกว่า เคอร์เลียนโฟโตกราฟี (Kirlian photography) ซึ่งค้นพบมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ผ่านมา หลักการคือการปล่อยไฟฟ้าแรงดันสูงแต่กระแสต่ำ (ปลอดภัยกับร่างกาย) ผ่านวัตถุ แล้วบันทึกแสงเรือง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบขอบวัตถุนั้น ต่างจากกล้องปกติที่จับภาพจากแสงสะท้อน

กล้องถ่ายออร่ารุ่นที่นิยมใช้กันในสตูดิโอ (มักเรียกกันว่า AuraCam) จะมีลักษณะเป็นกล่อง พร้อม แผ่นวางมือ (hand plate) ที่มีจุดสัมผัสเล็ก ๆ ขั้นตอนคร่าว ๆ เป็นแบบนี้:

  • คุณนั่งหน้ากล้อง แล้ววางฝ่ามือลงบนแผ่นเซนเซอร์
  • เซนเซอร์อ่านค่าสัญญาณไฟฟ้าอ่อน ๆ จากจุดต่าง ๆ บนมือ (ระบบ biofeedback)
  • ซอฟต์แวร์นำค่าที่อ่านได้มาแปลเป็นสี แล้วซ้อนทับลงบนภาพถ่ายของคุณแบบเรียลไทม์
  • ผลลัพธ์คือภาพพอร์เทรตที่มีแสงสีห่อหุ้มรอบตัวและรอบศีรษะ

พูดให้ตรงคือ สิ่งที่กล้องบันทึกไม่ใช่ “แสงออร่า” ที่ลอยอยู่จริง ๆ ในอากาศ แต่เป็นการนำค่าที่วัดได้จากมือมาแปลงเป็นภาพสีตามชุดความหมายที่ตั้งไว้ในเครื่อง เป็นเครื่องมือเพื่อการสำรวจตัวเองและผ่อนคลาย ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว เราจะสนุกกับผลลัพธ์ได้อย่างสบายใจมากขึ้น

ถ่ายออร่าแล้วเห็นอะไรในภาพบ้าง

ภาพออร่าที่ได้มักมีองค์ประกอบให้อ่าน 3 อย่างหลัก ๆ ซึ่งคนอ่านผลจะดูประกอบกัน:

  • สีหลัก — สีที่เด่นที่สุดในภาพ เชื่อว่าสะท้อนอารมณ์และพลังงานโดยรวมในตอนนั้น
  • ตำแหน่งของสี — สีทางด้านซ้าย มักตีความว่าเป็นพลังงานที่กำลังเข้ามาหรือเรื่องภายใน ด้านขวาคือพลังที่เรากำลังส่งออกไปสู่โลกภายนอก ส่วนเหนือศีรษะคือความคิดและสิ่งที่อยู่ในใจ
  • ความสว่างและความกว้าง — ออร่าที่สว่างและแผ่กว้าง มักตีความว่าวันนั้นพลังงานเต็มและใจเปิด ส่วนออร่าที่ทึบหรือแคบ อาจสะท้อนว่ากำลังเหนื่อยล้าหรืออยากพัก

สิ่งที่หลายคนแปลกใจคือ ออร่าของคน ๆ หนึ่งไม่ได้มีสีเดียวตายตัว ถ้าถ่ายตอนเช้ากับตอนเย็น หรือถ่ายวันที่อารมณ์ดีกับวันที่เครียด สีก็อาจเปลี่ยนได้ นั่นเป็นเสน่ห์ของมัน — มันเหมือนบันทึกภาพ “อารมณ์ของวันนี้” มากกว่าจะเป็นสีประจำตัวถาวร

ความหมายสีออร่าเบื้องต้น

แต่ละสำนักอาจให้ความหมายต่างกันเล็กน้อย แต่โดยรวมสีออร่ามักถูกตีความให้ล้อไปกับสีของจักระทั้ง 7 ตารางนี้เป็นแนวทางกว้าง ๆ ให้พออ่านภาพของตัวเองได้:

สีออร่า ความหมายที่มักตีความกัน
แดง พลังชีวิต ความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น ลงมือทำ
ส้ม ความคิดสร้างสรรค์ ความสนุก ความกล้าเข้าสังคม
เหลือง ความมั่นใจ ความสดใส มองโลกในแง่ดี
เขียว ความสมดุล การเยียวยาใจ ความรักและความเมตตา
ฟ้า ความสงบ การสื่อสาร ความจริงใจ
คราม/น้ำเงินเข้ม สัญชาตญาณ ปัญญาญาณ การมองเห็นภายใน
ม่วง จิตวิญญาณ การเชื่อมโยงกับสิ่งที่สูงกว่า ความช่างฝัน
ชมพู ความอ่อนโยน ความรักที่นุ่มนวล หัวใจที่เปิดกว้าง
ขาว ความบริสุทธิ์ ใจที่โปร่งเบา การเริ่มต้นใหม่

อยากอ่านความหมายแต่ละสีแบบเจาะลึกทีละจักระ ลองแวะไปที่บทความเรื่องสีของจักระทั้ง 7 และความหมาย ได้ จะช่วยให้เข้าใจภาพออร่าของตัวเองได้ละเอียดขึ้นมาก

ถ่ายออร่า กับ สแกนออร่าด้วยเครื่อง ต่างกันยังไง

หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ จริง ๆ แล้วมันคือแนวทางที่ต่างกันเล็กน้อย:

  • ถ่ายออร่า (aura photography) — เน้นผลลัพธ์เป็น “ภาพถ่าย” ที่มีสีห่อหุ้มตัวเรา เหมาะกับคนที่อยากได้ภาพสวย ๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกและดูอารมณ์ของวันนั้น
  • สแกนออร่า/สแกนพลังงานด้วยเครื่อง — เน้นการวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้น มักได้รายงานเป็นแผนภาพจักระแต่ละจุดพร้อมคำอธิบาย บางระบบใช้เทคโนโลยีแสงและสีมาช่วยสำรวจสมดุลพลังงาน เช่นระบบ Light Mandalas ที่ DEVESSA ใช้ในการสำรวจและดูแลพลังงานแบบอ่อนโยน

ทั้งสองแบบมีจุดร่วมกันคือ เป็นเครื่องมือช่วยให้เรา “หันมามองข้างใน” ตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่คำพยากรณ์ตายตัวหรือการตรวจสุขภาพ เลือกแบบไหนก็ได้ตามความชอบ บางคนถ่ายภาพออร่าเพื่อความสนุก แล้วค่อยไปตรวจจักระแบบละเอียดเมื่ออยากเข้าใจตัวเองลึกขึ้น

เตรียมตัวก่อนไปถ่ายออร่ายังไงดี

ไม่ต้องเตรียมอะไรซับซ้อน แต่เคล็ดลับเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยให้ผลออกมาสะท้อนตัวเราได้ดีขึ้น:

  • ไปในวันที่ใจพร้อม — ไม่ต้องรีบเร่ง ลองหายใจลึก ๆ สัก 2-3 ครั้งก่อนถ่าย ให้ใจนิ่งลง
  • มือแห้งสะอาด — เพราะต้องวางมือบนเซนเซอร์ ถ้ามือเปียกหรือเย็นจัดอาจอ่านค่าเพี้ยนได้
  • ถอดของที่บังมือ เช่นถุงมือ ส่วนกำไลหรือแหวนมักใส่ได้ตามปกติ
  • เปิดใจ ไม่คาดหวังสีใดสีหนึ่ง — ปล่อยให้ภาพบอกเล่าสิ่งที่เป็นในวันนั้นอย่างที่มันเป็น

สำหรับคนที่รับรู้พลังงานไว (HSP) การได้เห็นออร่าของตัวเองเป็นภาพ บางครั้งก็เป็นวิธีอ่อนโยนที่ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมเราถึงรู้สึกไวต่อสิ่งรอบตัว และได้ให้เกียรติความรู้สึกนั้นมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ถ่ายออร่าเห็นออร่าจริงไหม หรือเป็นแค่เอฟเฟกต์

ภาพที่ได้เป็นการนำค่าสัญญาณจากมือมาแปลงเป็นสีตามชุดความหมายในเครื่อง ไม่ใช่การจับภาพแสงที่ลอยอยู่จริงในอากาศ มองว่าเป็นเครื่องมือสะท้อนอารมณ์และช่วยสำรวจตัวเองจะเหมาะที่สุด เป็นความเชื่อและแนวทางผ่อนคลาย ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา

ถ่ายออร่าเจ็บหรืออันตรายไหม

ไม่เจ็บและปลอดภัย เพียงแค่วางมือลงบนแผ่นเซนเซอร์เท่านั้น กระแสไฟที่ใช้เป็นแบบแรงดันสูงกระแสต่ำมาก ไม่มีเข็ม ไม่มีการสัมผัสที่ทำให้เจ็บ ใครก็ถ่ายได้

ทำไมออร่าของฉันเปลี่ยนสีทุกครั้งที่ถ่าย

เพราะออร่าเชื่อว่าสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกในขณะนั้น ซึ่งเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ถ่ายเช้ากับเย็น หรือวันสบายใจกับวันเครียด สีจึงต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ มันคือบันทึกของ “ตอนนี้” มากกว่าสีประจำตัวถาวร

สีออร่าที่ดีที่สุดคือสีอะไร

ไม่มีสีไหน “ดีกว่า” สีอื่น ทุกสีมีความหมายและคุณค่าในแบบของมัน สีที่ปรากฏบอกเล่าพลังงานของวันนั้น ไม่ใช่คะแนนสอบ ลองมองมันอย่างอยากรู้จักตัวเองมากกว่าตัดสินว่าดีหรือไม่ดี

ถ่ายออร่ากับสแกนจักระ ควรเลือกอันไหน

ถ้าอยากได้ภาพสวย ๆ ดูอารมณ์ของวันนี้แบบเบา ๆ เลือกถ่ายออร่า แต่ถ้าอยากเข้าใจสมดุลพลังงานแต่ละจุดแบบละเอียดพร้อมคำแนะนำในการดูแลใจ การสแกนหรือตรวจจักระจะตอบโจทย์กว่า หลายคนทำทั้งสองอย่างในคนละโอกาสก็ได้

ถ่ายออร่าบ่อยแค่ไหนดี

ไม่มีกฎตายตัว บางคนถ่ายปีละครั้งเป็นที่ระลึก บางคนถ่ายในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตเพื่อดูว่าใจตัวเองเป็นยังไง ถ่ายบ่อยแค่ไหนก็ได้ตามที่รู้สึกว่ามีความหมายกับเรา

แชร์บทความนี้:LINEFacebook
Devessa · The Energy Rebirth

อยากเริ่มดูแลตัวเองกับ DEVESSA?

ดูบริการจริง ราคา และขั้นตอนก่อนตัดสินใจได้อย่างสบายใจ

ดูบริการทั้งหมด ดูบริการทั้งหมด 14 รายการ หรือทักคุยก่อนได้ที่ LINE @devessa · ประสบการณ์เพื่อการผ่อนคลาย ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์
Scroll to Top